18 สถานที่สุดอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

เผยแพร่ : 20 พฤศจิกายน 2559   เวลา 15:27

เรียกได้ว่ายังมีอีกหลายสถานที่ในโลกนี้ยังเต็มไปด้วยปริศนา และยังมีอีกหลายแห่งมากในโลกที่ยังมีน้อยคนนักที่จะรู้จัก ใครที่เป็นนักผจญภัยตัวจริงต้องห้ามพลาดกันสถานที่ต่อไปนี้ บอกได้เลยว่ามันน่าอัศจรรย์ทุกที่เลยจริง ๆ ไม่ได้โม้!!

1. The Wave (รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา) เป็นรูปแบบของเนินหินทรายที่มีลวดลายสวยงามคล้ายคลื่นลาดชัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 190 ล้านปีก่อนหรือในยุคจูราสสิก และเนื่องจากเนินหินทรายนี้สามารถถูกทำลายและแตกหักได้ง่าย จึงต้องมีการอนุรักษ์และควบคุมจำนวนคนเมื่อไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ โดยวันหนึ่งอาจจะอนุญาตได้ไม่เกิน 20 คน ใครจะไปก็ต้องวางแผนดีๆนะครับ


2. The Beauty Pool (อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีกรดบางชนิดทำให้ตะไคร่น้ำและแบคทีเรียเรืองแสงเจริญเติบโตผิดปกติและสร้างอาร์เรย์ที่มีสีสดใสสวยงามอย่างที่เห็น


3. Chromatic Spring (อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา) บ่อน้ำพุร้อน Beauty Pool จะเชื่อมต่อกับบ่อน้ำพุร้อนโครมาติก โดยระดับน้ำของบ่อน้ำพุร้อนทั้งสองแห่งนี้จะสัมพันธ์กัน หากบ่อไหนน้ำขึ้นสูง อีกบ่อก็จะลดลง


4. Moeraki Boulders (นิวซีแลนด์) หินยักษ์โมรากิ ที่กระจัดกระจายอยู่บนชายหาด Koekohe เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นภายใต้พื้นมหาสมุทรก่อนที่มันจะถูกแรงน้ำทะเลซัดขึ้นมาบนชายฝั่ง โดยหินแต่ละก้อนจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 0.5 จนถึง 2.2 เมตร เป็นหินดินดานที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล ด้วยลักษณะที่สวยแปลกตา จึงทำให้มันถูกตั้งชื่อว่าเป็น หินไข่ไดโนเสาร์ 


5. The sliding stones (อุทยานแห่งชาติวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “หินเดินได้” ยังคงเป็นปริศนาอยู่ในทุกวันนี้ถึงสาเหตุที่มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้เอง โดยสามารถเห็นได้ชัดเจนจากร่องรอยที่ถูกลากไปตามพื้นดินเหนียวแห้ง ซึ่งหินแต่ละก้อนมีน้ำหนักมากถึง 317 กิโลกรัมเลยทีเดียว โดยในทุก ๆ 2-3 ปีหินเหล่านี้จะเคลื่อนที่สักครั้งหนึ่ง จึงเป็นการยากที่จะหาสาเหตุการเคลื่อนที่ของหินเหล่านี้ได้


6. The Peculiar Pinnacles (อุทยานแห่งชาตินัมบัง ออสเตรเลียตะวันตก) โครงสร้างหินปูนทางธรรมชาติที่แปลกตาเหล่านี้ บางแท่งมีความสูงถึง 5 เมตร คาดการณ์ว่าน่าจะมีอายุราว 25,000 – 30,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเกิดหลังจากที่ระดับน้ำทะเลขึ้นจนสูงสุดและลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแต่เปลือกหอยที่ยังหลงเหลือไว้ ที่เห็นได้อยู่บนแท่งหินปูนยักษ์เหล่านี้


7. Crater Lake (มลรัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา) เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ Mount Mazama ปัจจุบันดับสนิทแล้ว จนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่อย่างที่เห็น ก่อตัวขึ้นราว 7,700 ปีก่อน ถึงแม้ทะเลสาบแห่งนี้จะไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน แต่มันก็กักเก็บน้ำฝนและน้ำที่ละลายจากหิมะ ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกถึง 590 เมตร ถือเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในอเมริกา 


8. Elephant Rock (วัลเลย์ออฟไฟร์สเตทปาร์ค รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา) ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นคือ หินทรายขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับช้าง ถือว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมของเนวาดา และยังได้เป็นฉากของภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง เช่น Total Recall Transformers และ Star Trek


9. Balls Pyramid (เกาะลอร์ดโฮเว นิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย) เป็นเศษซากส่วนที่เหลือจากภูเขาไฟเมื่อประมาณ 6.4 ล้านปีก่อน โดยมีความสูงถึง 562 เมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็นภูเขาหินในทะเลที่สูงที่สุดในโลก มีแหล่งชีววิทยาแปลก ๆ อย่างแมลงยักษ์ ทรี ล็อบสเตอร์ ที่หลาย ๆ คนคิดว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ก็ยังถูกพบที่นี่อีกด้วย


10. Lake Hillier (ออสเตรเลียตะวันตก) ทะเลสาบที่มีน้ำสีชมพูสวยงาม ที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังให้ที่มาของเหตุผลของการเกิดสีชมพูของมันไม่ได้ แต่คาดว่าเกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Dunaliella ที่อยู่ในน้ำเป็นจำนวนมาก โดยมันจะผลิตสารสีแดงเพื่อใช้ในการดูดซับแสงอาทิตย์ นั่นจึงทำให้น้ำในทะเลสาบเปลี่ยนเป็นแดงอ่อน ๆ ซึ่งเวลาที่กระทบแสงแดดจึงทำให้เราเห็นเป็นสีชมพูนั่นเอง


11. The Great Blue Hole (เบลีซ) หลุมใต้น้ำขนาดยักษ์ บริเวณชายฝั่งของประเทศเบลีซ ในอเมริกากลาง โดยอยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแนวปะการังไลท์เฮาส์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 300 เมตร และมีความลึกถึง 124 เมตร จากการวิเคราะห์หินงอกหินย้อยในหลุมแห่งนี้ พบว่ามันก่อตัวขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วง 153,000 ปีก่อน 66,000 ปีก่อน 60,000 ปีก่อน และ 15,000 ปีก่อน


12. Badwater Salt Flats (รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา) ทะเลสาบเกลือแหล่งนี้ถือว่าเป็นจุดต่ำที่สุดบนทวีปอเมริกาเหนือ โดยพื้นที่แห่งนี้ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 85 เมตร แถมยังมีอากาศร้อนนรกเรียกพี่ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2013 เควิน มาร์ติน นักอุตุนิยมวิทยาอิสระ บันทึกอุณหภูมิที่นี่ได้สูงถึง 57.5 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าสถิติโลกอย่างเป็นทางการ ที่บันทึกไว้ได้ที่ 56.6 องศาเซลเซียส ที่เฟอร์เนซ ครีก แคลิฟอร์เนียทำลายสถิติที่เคยทำไว้ตั้งแต่ปี 1913


13. Tsingy (อุทยานแห่งชาติอันคารานา มาดากัสการ์) แนวชั้นหินปูนที่มีอายุกว่า 150 ล้านปี ตั้งแต่ยุคจูราสสิค เรียงกันเป็นชุดอย่างสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมกับระบบถ้ำและเครือข่ายแม่น้ำใต้ดิน มรดกโลกทางธรรมชาติอันน่าตื่นตาของมาดากัสการ์ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะ เรียกว่า “ซิงงี แห่งเบมาราฮา”  ซิงงี เป็นคำเรียกในภาษามาลากาซี แปลว่า เสียงที่เกิดจากการเคาะหิน ชาวมาลากาซี บอกว่า ที่ในซิงงี ไม่มีที่ราบพอที่จะวางเท้าได้เลย แม้สักเท้าเดียว เสาหินเหล่านี้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณกว้าง ถูกแซมด้วยพืชจำพวก มะเดื่อ ปาล์ม และเบาบับ ถ้าใครตาดีก็จะได้เห็นเจ้าตัวลีเมอร์อาศัยซุกซ่อนอยู่ในบริเวณซิงงีด้วย หากไม่ถนัดเรื่องปีนป่าย ก็สามารถนั่งเครื่องบินชมสิ่งมหัศจรรย์นี้ได้จากบนฟ้า ในมุมมองสูงซึ่งเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง


14. The Champagne Pool (ไว-โอ-ทาปุ นิวซีแลนด์) บ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายๆกับสระว่ายน้ำ มีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พื้นดินจึงทำให้มันมีอุณหภูมิพื้นผิวถึง 74 องศาเซลเซียส ซึ่งภายในสระนั้นเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2) และมีฟองที่คล้ายกับฟองแชมเปญ สามารถวัดระยะจากปากบ่อได้ความกว้างประมาณ 65 เมตร และสามารถวัด ระดับความลึกได้ประมาณ 62 เมตร ปัจจุบันแชมเปญ พูลได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไว-โอ-ทาปุอีกด้วย


15. Tufa Pinnacles (ทะเลสาบโมโน เซียร์ราเนวาดา สหรัฐอเมริกา) หินปูนรูปทรงประหลาดที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบโมโน ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำ และบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ก้นทะเลสาบ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการตกตะกอนของหินปูนในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย และหลายเป็นรูปร่างอย่างที่เห็นนี้ น้ำที่ผ่านเข้ามาทางนี้นั้นไม่สามารถผ่านกลับออกไปได้ ทางเดียวคือละเหยออกไปเท่านั้น


16. Bryce Amphitheatre (อุทยานแห่งชาติไบรซ์แคนยอน ยูทาห์ สหรัฐอเมริกา) ลักษณะของหินปูนที่ก่อให้เกิดเป็นเสา ที่ชาวอินเดียแดงเรียกว่า “หินแดง” ซึ่งก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 6 ล้านปีที่แล้ว ในขณะที่แผ่นดินบริเวณนี้ยังจมอยู่ใต้น้ำ และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก แผ่นดินยกตัวขึ้น จึงทำให้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเสาหินรูปทรงแปลก ๆ มากมายในหุบเขา


17. The Puente del Inca (อาร์เจนตินา) สะพานหินธรรมชาติที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีส้มและสีเหลือง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่เกิดจากกำมะถันของบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ครอบคลุมกำแพงหินเอาไว้


18. Rainforest sinkhole (อุทยานแห่งชาติจาอู-ซาริซารินามา เวเนซูเอล่า) หลุมขนาดใหญ่ที่กว้างถึง 350 เมตรและลึก 350 เมตร และโดยมันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชมากมายนานับชนิด ในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ ๆ เข้าถึงยากมาก เพราะมันอยู่บนภูเขาในป่าที่ห่างไกลผู้คนมากที่สุดในอเมริกาใต้ วิธีการเข้าถึงง่ายที่สุดก็คือการพายเรือแคนูเข้าไป แต่นั่นก็อาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 วันเลยทีเดียว


ได้รับการสนับสนุน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
เรียบเรียงโดย bebe
เผยแพร่ : 20 พฤศจิกายน 2559   เวลา 15:27

loading...


ข่าวอื่นๆ 


[ADS-ARTICLE-BOTTOM2]

ท่องเที่ยวอื่นๆ 


.
.