Connect with us

ข่าวทั่วไป

“ตุ้ย ธีรภัทร์” เปิดใจ เหตุผลหย่า “นาตาชา” จบแล้วรัก 11 ปี ทัศนคติเราต่างกัน

“ตุ้ย ธีรภัทร์” เปิดใจ เหตุผลหย่า “นาตาชา” จบแล้วรัก 11 ปี ทัศนคติเราต่างกัน

- ได้รับการสนับสนุน -
 

 

ข่าวเตียงหักช็อกวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีข่าวลือหลุดออกมาว่า คู่สามีภรรยานักแสดงและนางแบบ ได้ตัดสินใจจบชีวิตคู่ด้วยการเซ็นใบหย่า
ท่ามกลางการคาดเดาของหลายๆ ฝ่ายที่เชื่อว่า คู่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด น่าจะเป็นคู่ของ ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล และ แอนนา นาตาชา คู่สามีภรรยาที่ครองรักกันมานานกว่า 11 ปีเต็ม อีกทั้งยังมี น้องไตตั้น ลูกชายวัยกำลังซนเป็นโซ่ทองคล้องใจ

 

 

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (1 ก.ย. 62) ผู้สื่อข่าวบันเทิงทุกสำนักได้รับหมายเชิญด่วน เพื่อร่วมฟังการเปิดใจของ ตุ้ย ธีรภัทร์ ถึงประเด็นรักร้าวดังกล่าว ซึ่งเจ้าตัวได้เผยถึงรายละเอียดของการเลิกราครั้งนี้ ให้เราฟังว่า…
จากข่าวการหย่าของเรากับภรรยา มีความจริงมากน้อยขนาดไหน ?
“ก็เป็นความจริงครับ เราก็หย่าได้ 4-5 เดือน โดยประมาณ ซึ่งจริงๆ เราก็แยกกันอยู่ก่อนหน้านั้นสักพักใหญ่แล้วครับ”
ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมาเราก็มักจะได้ยินข่าวเรื่องเตียงหักมาตลอด นั่นก็คือเรื่องจริงใช่ไหม ?
“เตียงไม่ได้หักครับ (หัวเราะ) เรียกว่าก็คงเหมือนชีวิตคู่ของหลายๆ คนดีกว่า ที่มีทั้งราบรื่นบ้าง มีปัญหาบ้าง และก็คงต้องใช้คำว่าเราก็พยายามแล้วที่จะ เอ่อ…ปรับเข้าหากัน หรือพยายามที่จะทำให้มันดีขึ้น แต่ว่ามันก็คงจะมาถึงจุดที่เราทั้งสองคนเห็นตรงกัน และตัดสินใจกันด้วยเหตุและผลที่จะ เอ่อ…เปลี่ยนสถานะ”
สาเหตุที่ทำให้เราต้องเลิกกันคืออะไร ?
“จริงๆ สาเหตุหลักมันคงจะเป็นเรื่องของ เอ่อ…ทัศนคติ และก็มุมมองในการใช้ชีวิตของเรานะครับ ที่มันอาจจะไม่สอดคล้องกัน”

- ได้รับการสนับสนุน -

 

อายุของเราสองคนที่ห่างกันประมาณ 5 ปี มันมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม ?
“ไม่เกี่ยวเลยครับ ผมไม่เชื่อว่าในมุมของอายุมันจะมีผล แต่ผมเชื่อว่ามันคงเป็นที่ความคิด และมุมของการใช้ชีวิตมากกว่า”
เราทั้งคู่ตกลงเรื่องการดูแลลูกอย่างไร ?
“เอ่อ…หลักๆ ก็คงจะอยู่ที่แอนนาครับ แต่ผมก็ต้องบอกว่า เราสองคนอยู่ไม่ไกลกันหรอกครับ อยู่ไม่ไกลกัน”
จากข่าวลือเรื่องมือที่สาม เรื่องนี้มีความจริงมากน้อยแค่ไหน ?
“ไม่มีแน่ๆ ครับ ไม่มีครับ ไม่มีมือที่สามแน่ๆ ครับ”
เราบอกว่าไม่มีมือที่สาม แต่ว่าที่ผ่านมาเราเคยมีเรื่องสาวๆ ที่ทำให้ภรรยาเข้าใจผิดบ้างไหม ?
“ไม่มีหรอกครับ ไม่มี เพราะที่ผ่านมาผมเชื่อว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะมีผลอะไรทั้งสิ้นในการตัดสินใจ”
ตัวเราเองทราบเมื่อไหร่ว่าทัศนคติของเราทั้งคู่ไม่เหมือนกัน ?
“เอ่อ…มันก็คงจะเป็นระยะๆ มากกว่าครับ และผมก็คิดว่ามันคงจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่พอเรามี เอ่อ…ความคิดเห็นในมุมมองในเรื่องต่างๆ ซึ่งเราก็ได้ใช้เวลาในการปรับตัวแล้วเพื่อที่จะดำเนินทุกอย่างให้มันราบรื่นที่สุด แต่ว่าในที่สุดมันก็คงจะมาถึงจุดที่เรา เราตัดสินใจตรงกัน”

- ได้รับการสนับสนุน -

ในวันที่เราทั้งคู่ตัดสินใจแล้วว่าจะแยกทาง ความรู้สึกในวันนั้นมันลำบากใจมากน้อยแค่ไหน ?
“ก็แน่นอนครับว่ามันต้องเป็นความเสียใจ เป็นความผิดหวังอยู่แล้ว เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากความตั้งใจที่ดี ความรู้สึกดีๆ เพียงแต่ว่าถ้ามันถึงช่วงหนึ่งของชีวิต หรือช่วงหนึ่งของเส้นทางที่มันดำเนินมาแล้วมันไม่สามารถไปต่อได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง และคุยกันเพื่อที่จะตัดสินใจว่า เราจะเปลี่ยนสถานะ หรือเปลี่ยนบทบาทเป็นพ่อและแม่ ที่จะดูแลลูกที่น่ารักต่อไป”
ใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นการตัดสินใจเรื่องการหย่าก่อน ?
“มันไม่มีใครเริ่มต้นครับ มันไม่มีจุดเริ่มต้น เพราะมันไม่ใช่ฉากหนัง แต่มันผ่านการพูดคุยกัน และยอมรับในธรรมชาติของกันและกันมากกว่า”
ลูกชายเราเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นยังไงบ้าง เราได้อธิบายกับเขาไหม ?
“เอ่อ…ถ้าถามตอนนี้ ผมไม่ทราบหรอกว่าเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะในมุมเรา เราก็ยังเห็นว่าเขา เอ่อ…ก็คงต้องเข้าใจในสักวันหนึ่งแหละ”
แต่น้องก็อาจจะตั้งคำถามได้ในสักวัน เพราะที่ผ่านมาเขาก็จะเห็นคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยกันตลอด เราได้เตรียมคำตอบไว้ให้เขาไหม ?
“ไม่ต้องเตรียมหรอกครับ ผมเชื่อว่าลูกของผมเขาก็น่าจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว และเข้าใจด้วยเซนต์ของเขา”

เรากังวลไหมว่าความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนเดิมของคุณพ่อและคุณแม่จะส่งผลต่อลูกยังไงบ้าง และเราจะประคับประคองความรู้สึกเขายังไงต่อไป ?
“ผมเชื่อว่าความรักระหว่างความเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังเหมือนเดิม และผมก็เชื่ออีกว่าความรักเหล่านี้เขาสามารถรับรู้ได้ในความเป็นลูก เพียงแต่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หรือลักษณะไหนนั้น ผมคงตอบวันนี้ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าด้วยความรักของเราทั้งสองคนที่พร้อมจะดูแลเขาต่อ เขาก็น่าจะมีพลังความรักของพ่อแม่ในการที่จะเติบโตไปในโลกได้อย่างแข็งแรง”
ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์ในวันนี้ เราได้บอกกับทางแอนนาก่อนไหม ?
“ทราบครับ เราคุยกัน ก็คุยกันว่าผมจะเป็นคนพูดแทน เราเห็นตรงกัน เพราะด้วยแนวทางนี้มันก็คงจะถึงจุดที่เราอาจจะต้องชี้แจงแล้วว่าสถานการณ์เป็นยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจตรงกัน”
เสียดายเวลา 11 ปี ที่เราใช้ร่วมกันไหม ?
“มันเสียดายอยู่แล้วครับ แต่ถามว่าเสียดายแล้วเราต้องเดินต่อไหม เอ่อ…เราก็คงจะต้องเดินต่อ”
คำว่าเดินต่อของเรา เราได้วางแผนชีวิตไว้ยังไงบ้าง ?
“เอาตรงๆ เลยนะครับ ผมยังไม่ได้วางแผนใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะผมคิดว่าผมยังอยู่กับปัจจุบัน และก็ทำปัจจุบันให้มันดีที่สุดดีกว่า หายใจลึกๆ ฮึบ! และก็เดินต่อไป”

- ได้รับการสนับสนุน -

แสดงว่าเราก็ยังคงรับงานในวงการบันเทิงเหมือนเดิม ?
“งานบันเทิงก็ยังมีครับ ยังมีอยู่เหมือนเดิม”
นอกเหนือจากเรื่องมือที่สามแล้ว ก็ยังมีข่าวลือเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวด้วย เรื่องล้มละลาย เรื่องยึดทรัพย์ เรื่องนี้จริงเท็จยังไงบ้าง ?
“เรื่องธุรกิจมันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อนนะครับ แต่ถามว่าเกี่ยวไหม ไม่เกี่ยวครับ มันเป็นเรื่องของทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกันมากกว่าครับ”
วันนี้เรายังรักเขาอยู่ไหม ถึงแม้ว่าจะเลิกกันแล้ว ?
“เอ่อ…ก็รักในฐานะของ เอ่อ…ของความเป็นเพื่อนที่ดี ทีมเวิร์กที่ดี และในการที่เราจะแชร์ความรักของเราไปให้ลูกของเราให้ดีที่สุด”
เราพอจะทราบไหมว่าสภาพจิตใจของเขาตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?
“ก็แน่นอนครับ ต่างคนก็ต้องผ่านระยะเวลาของการ เอ่อ…เสียใจ นะครับ แต่มันก็คงเป็นระยะเวลาที่เราก็คงจะต้องปรับตัว และก็เดินต่อไปในทิศทางที่ ที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุด”
ในส่วนของรายละเอียดเรื่องการหย่า เพราะเราทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกัน แบบนี้เราได้มีการแบ่งสินสมรสกันยังไงบ้าง ?
“ถ้ารายละเอียดตรงนี้ต้องขออนุญาตไม่ชี้แจงดีกว่าครับ”
ถามถึงกรณีของคุณพ่อบ้าง เหมือนว่าท่านจะไม่ทราบว่าเรากับภรรยาหย่ากันแล้ว ?
“ก็…ก็ต้องเรียกว่า คุณพ่อผมท่านก็อยู่อีกที่หนึ่งนะครับ และนานๆ เราจะนัดกินข้าวกันสักที ซึ่งท่านเองก็อายุมากแล้ว ผมก็เลยไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจไปรบกวนจิตใจท่าน”
แบบนี้เราจะต้องหาเวลาเข้าไปคุยกับท่านไหม เพื่ออธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ?
“ไม่ได้เข้าครับ เพราะเราก็คุยเรียบร้อยแล้ว (ยิ้ม) คุณพ่อก็บอกว่า อ้าวเหรอ และก็หัวเราะ จริงๆ คุณพ่อท่านก็ให้กำลังใจตลอดนะครับในมุมของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตไหนๆ ในชีวิตก็ตาม ซึ่งมันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่ได้มีอะไรเรียบร้อยอยู่เสมอ หรือว่าเลวร้ายอยู่เสมอ ทุกอย่างมันต้องปนๆ กันไป เพียงแต่ว่าเราต้องมีสติที่ดี และก็ดำเนินชีวิตไปให้สมดุลที่สุด เท่าที่เราจะทำได้”

วันนี้เราโล่งไหมได้ออกมาพูดทุกอย่างแล้ว ?
“มันก็ไม่เกี่ยวหรอกครับว่าวันนี้จะทำให้โล่ง หรือพรุ่งนี้จะทำให้สบาย แต่มันก็คงจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราเองก็มองเห็นแล้วแหละว่า เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องออกมาชี้แจง ซึ่งเวลานั้นก็คือวันนี้ แต่ถามว่าหลังจากนี้แล้วทุกอย่างจะเป็นยังไง เอ่อ…ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
เราได้เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม ?
“เอาตรงๆ เลยนะครับ ผมยังไม่ได้อ่านอะไรเลย”
กับเรื่องมือที่สามที่หลายคนมองว่าเราเจ้าชู้ เราอยากจะอธิบายอะไรไหมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?
“ไม่มีแน่ๆ ครับ ไม่มีแน่ๆ ไม่มีมือที่สามแน่ๆ ครับ ไม่มี”
สมมติในอนาคตเราเดินหน้าต่อไปแล้ว และเรามีคนใหม่เข้ามาในชีวิต เราจะต้องระวังไหมหากคนที่ตามข่าวจะเชื่อมโยงว่า นี่คือสาเหตุของการหย่า ?
“เอ่อ…ก็ คือผมมองว่า อยู่ที่เรา มุมมองธรรมชาติของเราเป็นยังไง คือแน่นอนว่าในแรงกดดัน หรืออะไรต่างๆ มันต้องมีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเรียนว่า ในการทำงานมาก็เกือบ 20 ปี ของผม มันก็มีทั้งเรื่องราวที่ เอ่อ…สุ่มเสี่ยงบ้าง และก็เรื่องราวที่ เอ่อ…น่ายินดีบ้าง หรืออาจจะไม่น่ายินดีบ้าง ผมคิดว่ามันก็ปะปนกันไป แต่ถามว่ามันจะกระทบกับการตัดสินใจของเรามากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่า ในที่สุดแล้วมันก็อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ใจเราครับ”
เรากับอดีตภรรยายังสามารถเจอกันได้ใช่ไหม ?
“ถ้าเรื่องพูดคุยเราต้องพูดคุยกันอยู่แล้วครับ และจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากด้วย เรายังมีความห่วงใยให้กันและกันตลอด เพราะยังไงก็ตาม เราก็ยังอยากสื่อสารความความสุขกับลูกของเราอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือสิ่งสำคัญ แค่เราอาจจะต้องเปลี่ยนชุดความคิดนิดหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างมันเดินหน้าไปได้ราบรื่นมากที่สุด”

สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เรามองชีวิตคู่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ?
“เอ่อ…ถ้ากับตัวเองก็คงจะ จะต้องกลับมาทำความเข้าใจกับตัวเองบ้าง เพราะผมก็คงต้องบอกว่า วิกฤตครั้งนี้มันก็ต้องมีเรื่องให้เราต้องเคาะตัวเองเหมือนกัน ว่าในการเดินต่อไป เราบกพร่องตรงไหน และเราจะแก้ไขข้อพกพร่องตรงนั้นได้ยังไง มันก็ต้องกลับมาดูแลตัวเองเหมือนกันครับ”
ด้วยความที่เราเป็นนักแสดง ทำงานในวงการ และเป็นนักธุรกิจ เรื่องเวลามันมีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยไหม ?
“แน่นอนครับ มันต้องมีผลกระทบอยู่แล้วสำหรับเรื่องเวลา ก็ยอมรับครับว่ามีผล”
เราเคยมีปัญหากันเรื่องนี้ใช่ไหม ?
“ก็เคยมีครับ ก็ต้องเคยมีอยู่แล้ว”
เราได้พยายามที่จะปรับจูนเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า ?
“พยายามมาตลอดครับ พยายามมาตลอด เพราะเรื่องเวลาก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเหมือนกันที่มันอาจจะไม่ราบรื่นนัก”
เหมือนเรามองว่าการหย่าคือคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ?
“ไม่ได้มองครับ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการพูดคุยกัน และเราก็คุยกันด้วยเหตุและผล คุยกันด้วยสติ ก็คงจะเป็นทางเลือกที่เห็นร่วมกันแล้วว่ามันน่าจะเหมาะที่สุด”
ก็คือต่างคนต่างก็มองว่ามันไม่มีความสุขแล้วที่จะใช้ชีวิตแบบเดิม ?
“เอ่อ…คิดว่ามันไม่ใช่การบอกว่า ไม่มีความสุขและเดินต่อไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนมันจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก ก็เท่านั้นเอง”
ตอนนี้เราทั้งคู่ก็คือแยกบ้านกันอยู่แล้ว ?
“ใช่ครับ แต่ว่าไม่ไกลกันมาก ยังมีโอกาสได้เจอกันเรื่อยๆ”
สรุปก็คือตกลงกันแล้วว่าจะทำหน้าที่พ่อและแม่ให้เต็มที่ที่สุดเพื่อลูก ?
“ใช่ครับ”
11 ปี มันอาจจะไม่มากพอที่จะยื้อคนสองคนได้ ?
“ผมไม่ได้มองในเชิงของตัวเลข เวลา หรืออะไรก็ตาม เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้เรามาพิจารณาในแนวนั้น แต่ผมมองในมุมของทัศนคติ และมุมมองการใช้ชีวิตต่างๆ มากกว่า ที่มันไม่สอดคล้องกันก็เท่านั้นเอง”

 

ขอบคุณที่มา:ภาพจากอินเตอร์เน็ต

loading...
loading...